Breaking News
You are here: Home » บรมครู-เกจิอาจารย์ » บรมครู-ไสยศาตร์ » หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม

หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม

151-cc2b4

 

ประวัติ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม    

หลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ (พระราชธรรมาภรณ์) วัดดอนยายหอม  ตำบลดอนยายหอม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม

หลวงพ่อเงิน  จนฺทสุวณฺโณ  เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม อดีตพระคณาจารย์นักพัฒนา พระเครื่อง และวัตถุมงคลของท่านยอดเยี่ยมด้านคงกระพันชาตรี เปี่ยมด้วยเมตตามหานิยมยิ่งนัก

ในอดีตนั้น วัด คือจุดศูนย์รวมของชุมชน โดยเฉพาะในชนบทห่างไกลความเจริญ เป็นทั้งแหล่งให้วิชาความรู้เป็นแหล่งอบรมศีลธรรม เป็นแหล่งสถานพยาบาลในยามเจ็บไข้ได้ป่วย รวมถึงเป็นแหล่งที่พึ่งทางจิตใจ โดยพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน เป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้

นอกจากนั้นแล้ว พระสงฆ์ยังมีฐานะเป็นแกนนำสำคัญของชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่น ให้มีความเจริญด้านต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จาก อัตชีวประวัติของพระคณาจารย์ดังในอดีตทุกท่านทุกองค์ ต่างประพฤติปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด อันเนื่องจากว่าท่านเหล่านั้นเป็นพระคณาจารย์ที่ได้รับความเคารพเลื่อมใสศรัทธาจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหา  และพุทธศาสนิกชน  เมื่อทำการสิ่งใดจึงสำเร็จได้โดยง่าย  ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากชาวบ้านในชุมชนนั้น พระสงฆ์จึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อชุมชนในทุก ๆ ด้าน

หลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ  หรือ สมณศักดิ์ที่ พระราชธรรมาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม ท่านเป็นพระคณาจารย์ที่ได้รับการยกย่อง  และเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้านดอนยายหอม รวมถึงพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก  จนได้รับสมญานามว่า เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม  ท่านเป็นพระสงฆ์ผู้มีวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นเสาหลักที่พึ่งพักพิงผู้เดือดร้อน  อบรมบ่มนิสัยให้พุทธศาสนิกชนเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นแกนนำสำคัญในการพัฒนาพระอาราม และชุมชน ให้มีความเจริญในทุก ๆ ด้าน  ไม่จะเป็นเสนาสนะ ถาวรวัตถุ การศึกษาทั้งทางโลก และทางธรรม รวมถึงสิ่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น สำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือร่วมไม้ของชาวบ้าน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อบุคคลอันเป็นที่รัก  เคารพนับถือ และศรัทธาของตนเอง คือ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม  งานทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ติดขัด

กล่าวได้ว่า ท่านหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม คือ เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม โดยแท้ แม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม  แต่สิ่งต่าง ๆ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา โดยเฉพาะชาวดอนยายหอมอย่างไม่มีวันลืม  ต่างยังรำลึกถึงท่านอย่างไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำ  และเป็นเช่นนี้ชั่วกาลนาน

หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นคนบ้านดอนยายหอมโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวเกษตรกรรมที่มีฐานะมั่งคั่งครอบครัวหนึ่งของบ้านดอนยายหอม  เกิดเมื่อวันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2433 (ร.ศ. 109, จ.ศ. 1252) ตรงกับขึ้น 3 ค่ำ เดือน 10 ปีขาล  ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เป็นบุตรของ พ่อพรม-แม่กรอง นามสกุล ด้วงพูลเกิด มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4 คือ

1. นายอยู่
2. นายแพ
3. นายทอง
4. ท่านหลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ
5. นายแจ้ง
6. นายเนียม
7. นางสายเพ็ญ
8. นางเมือง

ในจำนวนบุตรทั้งหมด 7 คนนี้ ท่านเป็นคนที่ได้รับการโปรดปรานจากบิดา-มารดามากที่สุด  เพราะอุปนิสัยของท่านเป็นคนอ่อนโยนสุภาพเรียบร้อย มีสติปัญญาเฉียบแหลม ทั้งยังได้ยึดถือตัวอย่างจากบิดาที่ประพฤติดีประพฤติชอบ  ขยันขันแข็ง  ไม่เป็นนักเลงอันธพาล  หรือปล่อยเวลาว่างไปโดยเปล่าประโยชน์

วัยเยาว์ของท่าน  ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่บ้าน มีพ่อพรมเป็นผู้สอน ด้วยเหตุว่าพ่อพรมนั้นเป็นผู้คงแก่เรียนทั้งหนังสือไทย อักขระขอม และวิชาอาคมต่าง ๆ จึงได้ถ่ายทอดให้กับลูกทุกคน ควบคู่ไปกับการสอนศีลธรรม  ไหว้พระ สวดมนต์ เป็นประจำ เป็นการปลูกฝังพื้นฐานที่ดีงามแก่ลูก ๆ ทั้งชายหญิง ให้มั่นคงในพระศาสนา  ดังนั้น เมื่อบุตรชายคนใดอายุครบอุปสมบท พ่อพรมจะจัดงานให้อย่างยิ่งใหญ่ครึกครื้น มีมโหรี แตรวง กลองยาว แห่แหนกันอย่างสนุกสนาน ลูกชายคนโต ไม่ว่าจะเป็น นายอยู่ นายแพ นายทอง ต่างอุปสมบทบวชเรียนจนได้ลาสิกขาบทออกมาแต่งงาน แยกเรือนออกไปเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว

เมื่อถึงคราวท่านหลวงพ่อเงินอุปสมบท พ่อพรมได้จัดงานให้อย่างเรียบง่าย ด้วยรู้ใจของบุตรชายดีว่า เป็นคนไม่ชอบความครึกครื้นเหมือนคนอื่น ถึงเวลาก็แห่รอบพระอุโบสถสามรอบ  และทำพิธีบรรพชา-อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดดอนยายหอม  โดยมีพระปลัดฮวย เจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม  เป็นพระอุปัชฌาย์  สำเร็จเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา เวลา 18.15 น.  ตรงกับวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 ได้รับฉายาว่า จนฺทสุวณฺโณ

ภายหลังการอุปสมบท  ได้พำนักจำพรรษา ณ วัดดอนยายหอมตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย  รวมถึงบทสวดมนต์ต่าง ๆ ท่านก็สามารถทำได้โดยง่าย เนื่องจากมีพื้นฐานที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  และเพียงชั่วพรรษาแรก ก็สามารถสวดพระปาฏิโมกข์จนจบได้อย่างแคล่วคล่อง  สิ่งที่ท่านทำควบคู่กันโดยตลอด คือ การฟื้นฟูทบทวนคาถาอาคมต่าง ๆ ที่ได้ร่ำเรียนศึกษามาจากผู้เป็นบิดาอย่างไม่เคยขาด

ในพรรษาต่อมา ได้เริ่มศึกษาฝึกฝนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามที่บิดาได้แนะนำ ใช้เวลาและฝึกฝนปฏิบัติอยู่นานถึง 5 ปี จนมีความเชี่ยวชาญชำนาญ  พรรษาที่ 6 เริ่มออกเดินธุดงค์ เพื่อแสวงหาความสงบวิเวก เป็นการฝึกจิตสมาธิให้กล้าแข็ง ตามแบบของพระคณาจารย์ยุคเก่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา  อันเป็นการกำจัดเอาอาสวกิเลสให้บรรเทาเบาบาง  ทั้งยังเป็นการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาไปในตัว  ท่านเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่งทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงได้ไปกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่พิษณุโลก  ซึ่งต่อมาภายหลังท่านได้นำแบบอย่างมาจำลอง  สร้างเป็นวัตถุมงคลชนิดต่าง ๆ ดังปรากฏพบเห็น  และเล่นหาสะสมกันอยู่ในปัจจุบัน

ในพรรษาที่ 6 นี่เอง  ภายหลังที่ท่านกลับจากการออกเดินธุดงค์ ไม่นานนักก็ได้รับการแต่งตั้งจากท่านเจ้าคุณพุทธรักขิต  เจ้าคณะจังหวัดให้เป็นรองเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม ตรงกับวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2459

วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2466  ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม เนื่องจาก พระปลัดฮวย อดีตเจ้าอาวาสมรณภาพ

วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2472 เป็นพระปลัด ฐานานุกรมของเจ้าคณะเมืองนครปฐม

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2473 เป็นพระอุปัชฌาย์

วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่  พระครูทักษิณานุกิจ

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2504 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชธรรมาภรณ์

หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม พระเถระผู้เข้มขลังในพระเวทย์วิทยาคม ดังจะเห็นได้จากวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ท่านสร้าง และปลุกเสกเอาไว้ มีผู้นำไปใช้อาราธนาติดตัว แล้วเกิดประสบการณ์มาอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน  นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังมีเมตตาต่อบรรดาลูกศิษย์อย่างเสมอภาค  ไม่แบ่งแยกมั่งมี หรือยากจน ทุกคนเท่าเทียมกัน

นอกจากท่านจะเป็นที่พึ่งทางจิตใจแล้ว ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาที่นำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นอย่างมากมาย นับเริ่มต้นจากปี พ.ศ. 2459  ซึ่งเป็นปีที่ท่านรับตำแหน่งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม ขณะนั้นวัดกำลังทรุดโทรม เสนาสนะต่าง ๆ หรือ แม้กระทั่งกุฏิ ชำรุด ผุพังเกือบทั้งหมด  ท่านได้เริ่มทำการบูรณปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่  เพื่อให้เสนาสนะกลับฟื้นคืนสภาพดีดังเดิม  นอกจากการบูรณปฏิสังขรณ์แล้ว  ท่านยังได้ก่อสร้างถาวรวัตถุอีกหลายอย่าง เช่น ปี พ.ศ. 2465 สร้างหอสวดมนต์  ปี พ.ศ. 2470 สร้างศาลาการเปรียญ  ปี พ.ศ. 2480 สร้างพระอุโบสถหลังใหม่  เมื่อแล้วเสร็จจัดงานปิดทองฝังลูกนิมิต  ปี พ.ศ. 2492  หล่อพระประธานในพระอุโบสถ ขนาดหน้าตัก 4 ศอก 6 นิ้ว ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ปี พ.ศ. 2470 สร้างสถานีอนามัย  ปี พ.ศ. 2497 และสร้างโรงเรียนสหศึกษาบาลี  สร้างตึกเรียนพระปริยัติธรรม สร้างโรงเรียนประชาบาล ฯลฯ

กิจวัตรของหลวงพ่อเงิน

กิจวัตรประจำของหลวงพ่อเงินนั้น  ท่านตื่นเวลา 5.00 น.  ล้างหน้าครองจีวรแล้ว  ก็สวดมนต์เจริญภาวนาพอได้เห็นอรุณท่านก็ออกเดิน  (สมัยยังหนุ่มท่านไปบิณฑบาตด้วย)  ตรวจดูความสะอาดและสิ่งต่าง ๆ ภายในวัด เวลา 7.00 น.  ฉันเช้าเสร็จก็นั่งพักผ่อนหรือรับแขกที่หน้ากุฏิของท่าน  ในระหว่างเวลาที่พักผ่อนนี้  ท่านมักจะนิมนต์พระในวัดมาสอบถามความเป็นไปต่าง ๆ เพื่อหาโอกาสสั่งสอนบ้าง  บางทีก็เรียกศิษย์วัดไปนั่งเป็นกลุ่มให้หัดท่องหนังสือบ้าง  ให้มีผู้อ่านหนังสือให้ท่านฟังบ้าง  หากว่างจริง ๆ ท่านก็มักจะนั่งสงบจิตอยู่ผู้เดียว  ซึ่งความจริงโอกาสว่างหรือจะพักผ่อนจริง ๆ หาได้น้อยเต็มที  ส่วนใหญ่ใช้เวลาไปในการรับแขกเกือบทั้งสิ้น

เวลา 11.00 – 12.00 น.  ฉันเพล  เมื่อเสร็จแล้ว  ก็กลับมานั่งหน้ากุฏิเพื่อรับแขก  ซึ่งมักจะมีมากันมากหน้าหลายตาในตอนนี้  เพราะเป็นแขกที่มาจากต่างท้องที่หรือจังหวัดไกล ๆ ต้องเสียเวลาเดินทางมา  ตอนเย็นราว 19.00 น.  หลังจากสรงน้ำ  ซึ่งเป็นเวลาพลบค่ำท่านก็จะหาโอกาสสั่งสอนพระภิกษุหรือชาวบ้านไปจนถึง 22.00 – 23.00 น. จึงจะขึ้นกุฏิเพื่อเตรียมตัวจำวัด  แต่ก่อนจำวัด ท่านจะต้องเข้าห้องพระบูชาพระรัตนตรัยแล้วเข้ากลด  ซึ่งทำเป็นลักษณะคล้ายกับของภิกษุซึ่งออกธุดงค์  ข้าง ๆ กลดมีรูปกะโหลกศีรษะและโครงกระดูกคน  เข้าใจว่าสำหรับใช้ปลงกัมมัฏฐาน

กิจวัตรของหลวงพ่อเงินที่กล่าวข้างต้น  แตกต่างกันมากมายระหว่างฤดูเข้าพรรษากับฤดูออกพรรษา  เพราะในตอนเข้าพรรษามีพระบวชใหม่มาก  มีชาวบ้านมาวัดมาก ประกอบกับงานนิมนต์ต่างท้องที่นอกวัดก็ลดน้อยลง  หลวงพ่อเงินจึงมีเวลาอยู่วัดมากขึ้น  หลวงพ่อเงินได้ใช้เวลาเหล่านี้ในการฝึกสอนอบรมพระลูกศิษย์วัดตลอดจนชาวบ้าน  โดยเฉพาะอุบาสกอุบาสิกา ที่มารักษาอุโบสถศีลในวันพระ  โดยปกติ  การลงอุโบสถในวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ  ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ หลวงพ่อเงินไม่ยอมขาดเลย  สำหรับวันพระ 15 ค่ำ  หลวงพ่อจะต้องพยายามลงให้ได้  แม้จะเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย หลวงพ่อเงินก็ไม่ยอมเสียโอกาส

ผู้ที่อยากจะสนทนากับหลวงพ่อเงินนาน ๆ ก็จะต้องหาทางให้ท่านบรรยายธรรมะ  เพราะหลวงพ่อเงินสนใจจะพูดคุยด้วยยิ่งกว่าการคุยเรื่องอื่น  บ่อยครั้งที่ลูกศิษย์ลูกหาต้องนั่งฟังหลวงพ่อเงินคุยเรื่องธรรมะ ธรรมโม อยู่จนตีหนึ่ง ตีสอง โดยไม่รู้สึกง่วง  เพราะหลวงพ่อเงินเข้าใจหาเรื่องมาสอนและถูกรสนิยมผู้ฟังด้วย หลวงพ่อเงินถือคติว่า “พระก็เหมือนเนื้อนา  ถ้าไม่ดีก็ไม่มีใครเขาหว่านพืชผลลงไป  เพราะรังแต่จะสูญเปล่า ไม่ได้ผลกลับคืน”  โดยเหตุนี้ท่านจึงวางกฎสำหรับให้พระภิกษุสงฆ์ในวัดยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติไว้เคร่งครัด  เป็นต้นว่า ถ้าไม่มีกิจจำเป็นจริง ๆ แล้ว  พระภิกษุทุกองค์จะต้องทำวัตรเช้าเย็นไม่ว่าจะเป็นออกพรรษาหรือในพรรษา  และพระภิกษุต้องตื่นก่อนรุ่งอรุณ  คือวัดจะตีระฆังปลุกราว 5.00 น.  เมื่อตื่นแล้วต้องครองผ้า  สวดมนต์ในห้องเสียก่อนที่จะเปลี่ยนผ้าครองออกไปบิณฑบาต

พระภิกษุในวัดจะต้องมาฉันเพล  ฉันจังหันรวมกัน ณ หอฉัน เมื่อฉันเช้าเสร็จแล้วจะพักผ่อนหรือท่องหนังสือก็สุดแต่ใจสมัคร  เมื่อฉันเพลแล้ว  ถ้าเป็นในฤดูในพรรษาจะต้องขึ้นเรียนพระปริยัติธรรมราว 3 ช.ม.  เสร็จจากการเรียนก็สรงน้ำแล้ว พักผ่อนเตรียมตัวทำวัตรเย็น  หลังจากการทำวัตรเย็น  หลวงพ่อเงินใช้วิธีฝึกฝนพระภิกษุด้วยการให้ฟังเทศน์  โดยพระทุกองค์ผลัดกันแสดงวันละองค์หมุนเวียนไปตามลำดับอาวุโส  ถ้าเป็นวันธรรมสวนะด้วยแล้ว  ก็จะมีพระภิกษุอาวุโสแสดงปาฏิโมกข์ หลังจากนั้นหลวงพ่อก็จะอบรมข้อปฏิบัติต่าง ๆ บางครั้งต้องอยู่ในอุโบสถ  เพื่อฟังโอวาทของท่านถึง 21.00 -  22.00 น.  พระภิกษุต้องนั่งพับเพียบเมื่อยแล้วเมื่อยอีก  แต่หลวงพ่อเงินไม่เคยแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยให้ปรากฏ

ถ้าเป็นวันธรรมดาเมื่อเสร็จจากการทำวัตรแล้ว พระภิกษุสงฆ์ก็จะต้องไปพร้อมกันที่หน้ากุฏิเพื่อรับฟังโอวาทหรือการอบรมข้อปฏิบัติต่าง ๆ รวมทั้งการปฏิบัติภายในวัด  มีบ่อย ๆ ที่หลวงพ่อเงินก็ไม่ย่อท้อคงรักษาวัตรปฏิบัติตามปกติ  แต่เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์จะทราบและขอนิมนต์ว่า จะนวดให้ท่านในระหว่างเวลาที่หลวงพ่อเอนให้นวด  หลวงพ่อเงินจะหาเรื่องสนทนาเป็นการอบรมบ่มนิสัยไปด้วยในตัว  ผู้ที่หาโอกาสปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อเงิน จึงเป็นผู้ที่มักจะได้รับถ่ายทอดธรรมะและความรู้ต่าง ๆ จากหลวงพ่อมากกว่าผู้อื่น  ตามปกติหลวงพ่อเงินถือหลักปกครองวัดเสมือนบิดากับบุตร  มีทั้งการให้ปันและเอาใจใส่เมื่อเจ็บไข้  แม้ว่าหลวงพ่อเงินจะฉันจังหันเพียงองค์เดียว แต่หลวงพ่อเงินก็แสดงเมตตาจิตเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ด้วยการนำอาหารที่มีผู้มาถวายมาแบ่งปัน เฉลี่ยไปยังพระภิกษุสงฆ์อื่น ๆ ภายในวัดอยู่แทบทุกวัน  คราวหนึ่งราว 20 ปีมาแล้ว  มีพระภิกษุบวชใหม่เกิดอาพาธกะทันหันขึ้นในเวลาค่ำคืน  วันนั้นบังเอิญหลวงพ่อเงินรับนิมนต์ไปนอกวัด  กว่าจะกลับก็ 4 ทุ่ม  ซึ่งเป็นเวลาที่คนอื่นเข้าห้องนอนกันแล้ว  เมื่อหลวงพ่อเงินทราบว่ามีพระป่วย หลวงพ่อเงินก็กระวีกระวาดสั่งลูกศิษย์จุดตะเกียงขึ้นหลายดวง (ขณะนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้) แล้วหลวงพ่อเงินก็นำเด็กออกตระเวนหาต้นยาสมุนไพรด้วยตนเอง  ชาวบ้านใกล้เคียงเห็นแสงตะเกียงเคลื่อนไหวไปมามากผิดปกติ ก็ออกมาสอบถาม ได้ความว่าเด็กวัดกำลังเก็บสมุนไพร ช่วยหลวงพ่อเงินจนได้ยาครบและถวายพระที่อาพาธในคืนนั้นเอง การปฏิบัติของหลวงพ่อเงินตามที่ยกมากล่าวนี้  เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายส่วนที่ไม่สามารถจะยกมากล่าวได้  หลวงพ่อเงินสนใจในทุกข์สุขของพระภิกษุสงฆ์ในวัด  และเอาใจใส่ดูแลช่วยเหลือด้วยความจริงใจ  นับได้ว่าท่านมีความเมตตาธรรมประจำใจสูง

ทราบแล้วว่า หลวงพ่อเงิน ท่านไม่แตะต้องเงินและทอง การเงินของวัดที่มีผู้บริจาค  ซึ่งปีหนึ่งเป็นจำนวนนับหมื่นนับแสนนั้น  หลวงพ่อเงินได้มอบให้อยู่ในความรับผิดชอบของกรรมการวัดทั้งสิ้น  การใช้จ่ายจะเป็นอย่างไรสุดแต่กรรมการของวัด  ซึ่งปกติกรรมการจะใช้สอยอย่างใดก็ย่อมจะทำได้  แต่โดยที่กรรมการเหล่านั้นก็ล้วนแต่ผู้ใคร่ในการกุศลและได้รับการอบรมดีจากหลวงพ่อเงิน  การเงินของวัดจึงเรียบร้อยด้วยเป็นที่เชื่อถือของประชาชน  ทุกคนถือปฏิบัติกันเป็นประจำว่า “ของวัดไม่เอาออก”  หมายความว่าการจัดงานใด ๆ เพื่อหาประโยชน์ให้แก่วัดนั้นกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งจะต้องใช้จ่ายเงิน  เช่น การจ่ายเงินค่ารถเป็นต้น  กรรมการเหล่านี้จะไม่ใช้เงินของวัดเลย  ทุกคนจะออกเงินส่วนตัว  ส่วนรายได้เท่าใดเข้าวัดหมด  และคนดอนยายหอมส่วนมากถือปฏิบัติทำนองนี้เป็นประจำ  ชาวดอนยายหอมเหล่านี้ถือว่า เงินหรือทรัพย์สินที่เขาบริจาคเพื่อการบุญการกุศลควรให้ถึงวัด  เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะนำไปใช้จ่ายไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ เพราะ “กลัวบาป”  การทำงานของวัดที่มีการละเล่น การแสดง เช่น หนัง ลิเก ก็ตาม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ชาวดอนยายหอมจะต้องหาแยกมาต่างหาก  ไม่ยอมเอาเงินทองที่ผู้อื่นทำบุญมาจ่ายในเรื่องนี้เป็นอันขาด  คงจะเพราะความเชื่อมั่นเช่นนี้กระมัง  คนจึงชอบบริจาคการบุญการกุศลให้แก่วัดดอนยายหอม  จนท่านธรรมานันทะ อดชมเชยไม่ได้

หลวงพ่อเงิน ท่านเคยปรารภว่า  “ทุกคนเขารู้จักใช้เงินเหมือนกันทั้งนั้น  แต่เขาก็พอใจจะใช้จ่ายในที่ซึ่งเขาเห็นว่าจะได้ประโยชน์มากกว่า  ฉะนั้น ถ้าทางวัดทำให้เขาเข้าใจได้เช่นนี้ ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีผู้ทำบุญ”  คงจะด้วยเหตุนี้ ท่านเจ้าคุณพุทธรักขิต  เจ้าคณะจังหวัดชมเชยกับวัดที่อยู่ในความดูแลของท่านเรื่อย ๆ ว่า  “ให้ดูคุณเงิน  สมภารวัดดอนยายหอมเขาเป็นตัวอย่างซิ  สมภารเด็ก ๆ ก็จริง แต่เขาทำอะไรเป็นหลักฐานดี”

ขอนำคำกล่าวของท่านเจ้าคุณพุทธรักขิต เจ้าคณะจังหวัด  ซึ่งเดินทางมาตรวจวัดดอนยายหอม  แล้วได้ทำการประชุมสงฆ์พร้อมด้วยชาวบ้าน เพื่อเลือกรองเจ้าอาวาส เมื่อ 30 พฤษภาคม 2459  เสร็จแล้วท่านกล่าวกับหลวงพ่อตอนจะกลับว่า “คุณ (หมายถึงหลวงพ่อเงิน) จะเป็นผู้ปกป้องชาวบ้านนี้ให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม  คุณจะเป็นผู้นำทางให้เขาไปสู่แสงสว่าง อันหมายถึงความสงบสุข  ลักษณะของคุณก็บอกชัดอยู่ว่า  เป็นผู้ชอบแผ่เมตตา ขอให้คุณเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพระบวรศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด”

ปฏิปทาของหลวงพ่อเงิน

Related posts:

About admin

Leave a Reply

Scroll To Top