Breaking News
You are here: Home » บรมครู-เกจิอาจารย์ » ฆราวาสจอมขมังเวทย์ » เสด็จในกรมวังหน้า(องค์เจ้าลิ้นดำ)
เสด็จในกรมวังหน้า(องค์เจ้าลิ้นดำ)

เสด็จในกรมวังหน้า(องค์เจ้าลิ้นดำ)

108_20080604121304. (3)

 

เสด็จในกรมวังหน้า(องค์เจ้าลิ้นดำ)

ในกาลครั้งหนึ่ง สมัยปลายรัชกาลที่ 4 ว่ากันว่า อำมาตย์และข้าราชบริพารในครั้งนั้น
มีความเคารพ ต่อ “วังหน้า” คือ “พระราชวังบวรวิชาญไชยสถานมงคล” เป็นอย่างมาก

พระองค์ทรงมีพระอัธยาศัย สุภาพอ่อนโยน แต่เคร่งขรึม นอกจากนี้ยังมีพระชิวหาดำ และ
ลิ้นดำ แตกต่างจากคนทั่วไป

“ที่มีพระชิวหาดำ กล่าวกันว่า เพราะพระองค์ทรงโปรดการปลูกว่าน นานาชนิด และทรง
ลองดูรสและสรรพคุณจนลิ้นท่านดำ อีกทั้งยังชื่นชอบเล่าเรียนวิชาอาคมไสยศาสตร์เป็น
อันมาก หากทราบว่ามี พระอาจารย์ดี วิชาคลังที่ใด ไม่ว่าใกล้หรือไกลก็ทรงเพียรเสด็จไป
ขอล่ำเรียนด้วยตลอด”

* * *
ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น เราชาวไทยมีพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์
พระองค์ใหญ่ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
อีกพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

* * *

ซึ่ง “กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ” นั้น ท่านเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว นั่นเอง

ท่านทรงใกล้ชิดกับพระราชบิดาเป็นนิจ การทหารก็ได้เห็น ภาษาอังกฤษก็ทรงแตกฉาน อักขระไทยก็ทรงเชียวชาญ แต่งโคลงฉันท์ กาพย์กลอนได้ นอกจากนี้พระองค์ยังเก่งใน
ทางช่างกล ต่อเรือรบ ทรงตั้งโรงงานการช่างในวัง ไว้หลายอย่าง ทั้งช่างหล่อ ช่างกลึง
ช่างเคลือบ ของที่ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นล้วนแต่เป็นงานที่ ปราณีตหาเสมอได้ยาก

อาจเป็นพระองค์เดียวกัน กับที่ทรบปลูกต้นมะขามไว้รอบสนามหลวง ที่ว่ากันว่า เวลาที่
ข้าศึกมารุกราน จะเสกใบมะขาม ให้เป็นตัวต่อ ให้เล่นงานข้าศึกได้ เป็นการแสดงถึงความ
มีคาถา อาคม ของคนสมัยนั้น

หลังจาก “วังหน้า” องค์ที่ว่าลิ้นดำท่านไปเที่ยวสืบเสาะหาอาจารย์ เพื่อเรียนอาคมไสยศาสตร์
จนแทบหาอาจารย์เรียนไม่ได้แล้ว ครั้นประมวลแล้วก็ไม่เป็นที่พอพระทัย เพราะที่ร่ำเรียนมา
นั้นมีแต่ แค่ไล่ผี ทำน้ำมนต์ทั่วไป จะเก่งถึงขั้นล่องหน เหาะเหินเดินอากาศไม่มี

พระองค์จึงทรงตั้งพระทัยเด็ดเดี่ยวว่า จะทรงเรียนทางนี้ให้สำเร็จเป็นที่ 1 แห่งแผ่นดินให้จงได้ หากไม่สำเร็จดังที่ตั้งพระทัยไว้จะไม่กลับเข้า พระราชวัง เป็นอันขาด

เมื่อทรงดำริมั่นคงในพระทัยเช่นนี้แล้ว ทรงเข้าไปห้องพระ จุดธุปขึ้น 9 ดอก ทำจิตแน่วแน่
เป็นสมาธิ แล้วทรงอธิฐานจิต

“ข้าพเจ้ามีความตั้งใจมั่นคง จะออกแสวงหาพระอาจารย์ที่สามารถสอนสั่งวิชาอาคม ให้
เป็นที่ 1 ในแผ่นดินให้จงได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ถ้าไม่สมประสงค์แล้ว จะไม่ยอมกลับคืน
พระราชวังบวร เป็นอันขาด ถ้าเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ก็ขอจงดลบันดาลให้ได้พบ
ครูบาอาจารย์ที่เก่งที่สุดด้วยเถิด”

เมื่อทรงอธิฐานแล้ว ก็ทรงแต่งกายเยี่ยงสามัญชน เสด็จออกจากพระราชวังไปในคืนค่อน
รุ่งของวันนั้น เสด็จไปหลายบ้านหลายเมือง สิ้นเวลาไปหลายเดือน ก็ยังไม่พบอาจารย์ที่
ทรงเห็นว่า เก่งที่สุดแต่ประการใด มีแต่เพียงรู้พอๆกับที่พระองค์เคยร่ำเรียนมาแล้วทั้งสิ้น

( การแสวงครูบาอาจารย์ครั้งนี้ดู ไปเหมือนเทพนิยายจักรๆวงศ์ๆ ลูกเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ มัก
ออกเดินทางสู่ป่า เขาลำเนาไพร เพื่อร่ำเรียนวิชา กับพระอาจารย์ หรือ ฤาษีชีไพรตามป่า
มีบรรณศาลาเป็นที่อยุ่ บริบูรณ์ด้วยผลหมาก รากไม้ )

( เมื่อเรื่องเก่าเล่ากันมาอย่างงี้ ก็โปรดฟังกันต่อไปและได้พิจารณาว่าสิ่งใดจริงและไม่จริง )

วันหนึ่ง ไม่ปรากฎว่าไปถึงสถานที่ใด เป็นเวลาย่ามบ่าย พระองค์ทรงพบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ชาวบ้านหญิงชาย พากันมาตักน้ำที่บ่อน้ำ นอกบ้าน พระองค์ทรงรู้สึกกระหายน้ำ จึงตรง
เข้าขอน้ำเสวย พร้อมทั้งลูบหน้าลูบตา และเนื้อตัวพอชุ่มสบายพระวรกาย แล้วทรงนั่ง
พักอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้บ่อน้ำ

ขณะนั่งพัก สายพระเนตรก็สอดส่ายมองไปยังป่าไม้ทิวเขาอันเขียวชอุ่ม ชุ่มตา

พลันเห็น พระธุดงค์ ปักกลดนั่งสมาธิอยู่ไกลลิบๆ จึงทรงดำริในพระทัยว่า ” เราอาจได้พบ
ครูบาอาจารย์ที่เก่งที่สุดในแผ่นดินแล้ว”

พระทัยร้อนรน เท่าความคิด จึงทรงลุกขึ้นแล้วรีบเดินตรงไปยังพระธุดงค์ที่พระองค์เห็น

ไปถึงเห็นพระธุดงค์ทำสมาธิแน่วแน่ สังเกตุดูแล้ว เห็น

ท่านมีเกศาขาวโพลน

แต่หน้าตาดู หนุ่ม ผิวพรรณนั้นเปล่งปลั่ง

ร่างกายไม่อ้วน ยามนั่งนั้นสำรวมกายช่างดู งดงามน่าเลื่อมใสยิ่งนัก

จึงลงกราบมนัสการด้วยความ นอบน้อมถ่อมตน

พระธุดงค์ท่านลืมตา พร้อมยิ้มด้วยความเมตตา พลางถามว่า ” จะไปไหนหรือโยม ”

เสด็จวังหน้า ทรงตอบอย่างตรงไปตรงมา ตามที่ตั้งพระทัยไว้ จึงได้คุยกันถึงสารพัดวิชา
ไม่ว่าด้านไหนต่อด้านไหน ทรงถามวิชาใด พระธุดงค์ท่านก็ตอบได้อย่างฉะฉานทะลุปรุโปร่ง
บางครั้งท่านก็แสดงให้ดู ชี้นิ้วไปที่กิ่งไม้แห้ง ไม้นั้นพลันกลายเป็นงูเขียวเลื้อยคลานได้ทันที

และได้แสดงให้พระองค์ได้ดู อีกหลายอย่าง จนเสด็จวังหน้าเกิดความเลื่อมใสและศรัทธา
พระธุดงค์เป็นอย่างมาก ทรงยอมรับว่าคงเป็นครูบาอาจารย์ที่เก่งที่สุดเป็นแน่แท้ จึงก้มลง
กราบมนัสการขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ติดตามศึกษาเล่าเรียนทุกแห่งหนไป

พระอาจารย์ก็มิได้ปฎิเสธแต่ประการใด ด้วยรู้ว่าเคยเกื้อกูลกันมาแต่ชาติอดีต หรือนัยว่า
ท่านอาจารย์นั้นมาดักรอ พระองค์อยู่แล้วนั่นเอง

พระอาจารย์ก็มิได้รอช้า รอฤกษ์รอยามแต่ประการใด ลงมือสอนพระองค์ในทันที

วิชาแรกที่ท่านสอน คือ วิชาที่เรียกว่า ” นะหน้าทอง ” ท่านบอกวิธีการให้โดยละเอียด

การสอนของท่านไม่ใช่เพียงใช้จิตฝังทอง ให้หายเข้าไปที่หน้าผากเท่านั้น แต่ยังส่งสอง
ฝ่าอากาศไปติดตามต้นไม้แล้วหายเข้าไปทั้งระยะใกล้ และระยะไกลอีกด้วย

ทองที่ทำมาฝึกนั้น พระอาจารย์ก็ได้มาโดยประหลาด คือ หยิบที่ไหนก็เป็นแผ่นทองคำเปลว
ขึ้นมาตามต้องการ ทำให้เสด็จวังหน้าชื่นชอบและศรัทธาเป็นอันมาก

การฝึกนั้น ท่านเพียรอยู่หลายวัน พระอาจารย์ท่านก็ว่า ฝึกฝนให้สำเร็จอยู่ที่นี่ ตัวท่านนั้น
มีกิจที่จะต้องไปทำ เมื่อฝึกสำเร็จแล้ว ให้ตามไปพบท่านในที่อีกแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งทำแผน
ที่บอกเส้นทางไว้ตลอดระยะทาง และออกเดินทางจากศิษย์ไป

การนัดพบแต่ละครั้งเพื่อร่ำเรียนวิชาต่อนั้น ไม่ใช่ใกล้ๆ เสด็จวังหน้าต้อง ข้ามเมือง ข้าม
จังหวัดกันเลยทีเดียว เข้าไป เข้าดง ไปยังเขานั้นถ้ำนี้ บ้างก็ต้องข้ามประเทศไปถึง พม่า
และ ลาว กันเลยทีเดียว

การเดินทางในสมัยนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบาก แถมทั้งถุรกันดานเป็นอย่างมาก แต่
ก็หาให้พระองค์ทรงทิ้งพระทัยจะร่ำเรียนวิชาให้เก่งที่สุดในแผ่นดิน ไม่

( ยุคสมัยนี้ การเล่าเรียนแสนจะสบายทุกอย่าง แต่ปรากฎว่า ผู้คนอยากหาร่ำเรียนกันไม่
เอาเวลาไปสนุกเพลิดเพลิน เที่ยวเตร่ มัวเมา ไร้สาระ ทั้งสุรา การพนันและยาเสพติด
คนเหล่านี้เกิดมาใช้ชีวิตตายเปล่า ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก )

การไปเรียนต่อครั้งนี้ จุดหมายคือ กาญจนบุรี เมื่อเสด็จไปถึง พระอาจารย์นั้นรออยู่แล้ว
จึงทบทวนวิชาที่ได้ร่ำเรียน ว่าทำได้ดีแล้ว

จึงสอน วิชา ” อยู่ยงคงกระพัน ” ต่อให้ในทันที แล้วท่านก็ปล่อยให้ฝึกเอาเอง

หลังจากสอนวิชาคงกระพันแล้ว วิชาต่อไปที่ท่านสอนคือ วิชา “เมตตามหานิยม”
ซึ่งกว่า เสด็จวังหน้า จะร่ำเรียนจบจน ขนาดสามารถผูกมิตรกับ สิงสาราสัตว์ ได้โดยไร้
อันตราย ก็กินเวลาไป ถึง 2 ปี

วิชาที่ร่ำเรียนมานั้นต้องหมั่นฝึกฝน และทบทวน ถ้าทิ้งเสียก็จะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ได้

เคล็ดลับคือต้องมีสมาธิได้ฌาน จึงจะทำให้วิชานั้นแก่กล้าเป็นร้อยเท่าจะหยิบคาถาอะไร
เอามาใช้ก็ได้ผลตามประสงค์

จากนั้นพระอาจารย์ จึงได้ว่า

วิชาอาคมไสยศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดนั้น ก็ยังมิใช่วิชาที่จะเอาตัวรอดได้

เพราะยังต้อง เกิด แก่ เจ็บ และตาย อยู่

มันเป็นเพียง เดรัชฉานวิชา เป็นที่นิยมกันในทางโลก เท่านั้น

วิชาที่ทำให้เอาตัวรอดได้จาก สังสารวัฐ นั้นมีวิชาเดียว คือ สติปัฐฐาน4

ต่อไปนี้วิชาใดที่ได้ร่ำเรียนมานั้นให้ลืมเสีย อย่าไปยึดถือ ขอให้ตั้งใจเรียนสติปัฐฐาน4 เถิด

นับเป็นสิ่งประหลาด ทั้งที่สถานที่ที่ใช้ฝึกกรรมฐาน อยู่ในป่าลึก ทั้งไกลและกันดารห่าง
จากหมู่บ้าน และ ผู้คนเป็นอันมาก

พระอาจารย์ท่าน ก็ยังสามารถบิณฑบาตร ได้อาหารชั้นดี เชกเช่น ชาววัง มาได้ทุกวัน

ท่านไปบิณฑบาตรจากแห่งหนใดมา ถ้าไปตามบ้านป่านาดอน พวกชาวบ้านเองก็อยู่กัน
ในสภาพที่อดอยาก กินแต่พริก แต่เกลือ หรือผักป่า ที่พอจะหาได้เท่านั้น

เมื่อ “เสด็จ” สามารถเรียนสำเร็จได้ถึง ฌาน4 แล้ว ท่านอาจารย์ก็สอนแนววิปัสสนา อัน
เป็นหนทาง ที่จะเจริญปัญญา พาให้หลุดพ้นได้

โดยพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา ตามลำดับ

เมื่อสำเร็จก็สามารถติดต่อ กับอาจารย์ได้ทุกหนแห่ง ไม่ว่าใกล้หรือไกล โดยผ่านทางจิต
และทรงเห็นว่า ได้จากญาติมานานถึง 7 ปี ป่านนี้ทุกคนคงเป็นห่วง ไม่รู้ว่าเสด็จเป็นตาย
ร้ายดี ประการใด จึงควรกลับไปบอกเล่ากันสักที ส่วนพระอาจารย์ก็ ท่องเที่ยวโปรดสัตว์
และเจริญธรรมต่อไป ตามปรารถนา

และเมื่อเป็นศิษย์ของอาจารย์ ต้องยึดถือกฎข้อบังคับของอาจารย์โดยเคร่งครัด ดังนี้
1. ห้ามแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ ต่อสาธารณชน เพราะความรู้นั้นไม่ใช่เอาไว้ให้อวด
อุตริมนุสธรรม แต่เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แต่ตนเองและผู้อื่นเมื่อคราวจำเป็น
2. ให้ถือศีล และเมตตาแก่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย
3. การจะรับศิษย์ หรือทำการสิ่งใดสำคัญ ให้ส่งจิตมาถามและปรึกษา อาจารย์ก่อน จะได้
แนะนำให้ได้ว่า ควรหรือมิควร แม้ในการปฎิบัติ หากติดขัดประการใดก็ส่งจิตมาถามได้

สมเด็จวังหน้า ท่านได้อยู่กับพระอาจารย์ นานถึง 7 ปี ความสนิทนั้นเปรียบเสมือน บุตร
และบิดา ย่อมยากที่จะตัด อาลัยอาวรณ์ กันได้ ถึงแม้พิจารณาเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แล้วก็ตาม ปกติ สมเด็จ จะเรียก พระอาจารย์ว่า “หลวงพ่อ” เสมอ และท่านก็จะเมตตา
เรียก สมเด็จว่า ” วังหน้า” เฉยๆ เช่นกัน

ท่านจึงทรงถามพระอาจารย์ที่เคารพรัก ว่า
“ศิษย์อยู่กับ หลวงพ่อมานาน 7 ปี ก็ได้แต่เรียกหลวงพ่อ แต่ไม่เคยได้ทราบเลยว่า หลวงพ่อ
มีชื่อว่าอะไร ศิษย์ขอทราบเพื่อจดจำและระลึกถึง จะได้มั้ยขอรับ”

หลวงพ่อท่านหัวเราะชอบใจ
“หลวงพ่อก็ไม่รู้ชื่อ อะไรเหมือนกัน เกิดมาเนินนาน มากแล้ว สัญญาความจำได้หมายรู้นั้น
เราก็วางเสียหมดแล้ว แล้วแต่ วังหน้าจะเรียกก็แล้วกัน เรียกอะไรมันก็เป็นแบบนั้น”

สมเด็จทรงพิจารณา ผิวกายท่านนั้นสีค่อนข้างดำ แต่ผ่องใส คิดจะเรียกท่านว่า หลวงพ่อดำ
ก็ดูจะไม่เหมาะสม ทรงคิดถึงการปฎิบัติและวิชาของท่าน ซึ่งน่าจะอยู่ในขั้นโลกุตระ ท่าน
เสมือนหนึ่งในหมู่มังกร อยู่เหนือมนุษย์โลก จึงคิดออกมาได้ว่า จะเรียกท่านว่า
“หลวงพ่อเทพโลกอุดร” เถอะ คงจะดี

เพราะท่านเป็นดุจ เทพในโลกนี้ จะไปมาได้ดั่งใจ สมกับเป็นผู้สำเร็จด้วยจิต ก็ตกลงเรียก
ท่านว่าเช่นนั้น ท่านอาจารย์เองก็มิได้ว่าอะไร ได้เพียงแต่หัวเราะ

และเมื่อผ่านเรื่องชื่อที่ใช้เรียกขานท่านแล้ว สมเด็จก็มีความข้องพระทัยต่ออีกอย่าง
“ผิวพรรณเนื้อหนังหลวงพ่อยังดู เปร่งปลั่ง มีแต่เกศาที่ หงอกและขาวโพลน ใบหน้านั้นยัง
ดูหนุ่ม จึงประมาณไม่ถูกว่าท่านอาจารย์นั้น ปีนี้อายุสักเท่าไหร่แล้ว”

หลวงพ่อหัวเราะ อารมณ์ดี
“เราเกิดมานานแล้ว หลวงพ่อก็ไม่ได้จดจำว่า มันจะอายุสักเท่าไหร่ เกิดเมื่อใด ก็แล้วเสด็จ
ปู่ของ วังหน้า นั้นอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”

เสด็จตอบว่า ” เมื่อตอนสิ้นพระชนม์ก็อายุ ประมาณร้อยกว่าปีแล้วทั้งนั้น ขอรับ ”

หลวงพ่อจึงตอบว่า ” ให้เอาอายุของเสด็จปู่ของวังหน้า สักร้อยองค์ มาบวกกัน ก็ยังไม่เท่า
อายุของเราเลยนะ ”

เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ จึงไม่สามารถรู้ได้ว่า หลวงพ่อของสมเด็จวังหน้านั้น จะมีอายุยืน
ยาวมาแล้ว สัก กี่ร้อย กี่พันปี กันแน่

จากนั้น สมเด็จวังหน้า ท่านแสดงความปรารถนาที่จะสร้างพระเครื่องวัตถุมงคลสักอย่าง
เนื่องจากพระองค์ เป็นเชื้อสายกษัตริย์ มีหน้าที่ปกปักรักษาแผ่นดิน คุ้มครองทหาร เมื่อ
มีการศึกษา สงคราม จะได้นำมาแจกจ่ายแก่ทหารทุกหมู่เหล่า เอาไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและ
ป้องกันตัว ให้พ้นจากอันตรายแคล้วคลาดและปลอดภัย ท่านจึงเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ

การที่จะสร้างขึ้นเองนั้น จากที่พระองค์ได้ร่ำเรียนมาคิดว่าน่าจะพอสร้างขึ้นเองได้ แต่การ
ทำครั้งแรกนั้น ก็ทรงอยากให้ หลวงพ่อเป็นผู้จัดทำเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ อย่างเต็มที่

หลวงพ่อว่า ” เอาละ การขอร้องของ วังหน้าก็มีเหตุผล ที่หลวงพ่อเห็นสมควรอยู่ หลวงพ่อ
เองก็ไม่เคยทำมาก่อน แต่คราวนี้หลวงพ่อจะช่วยทำให้เป็นครั้งแรก และเป็นครั้งสุดท้าย”

หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่มีความรวดเร็วและฉับไว คิดสิ่งใดต้องทำในทันที มิรอช้าให้เวลานั้น
ต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ท่านมักใช้คำว่า ” เวลานั้นมีน้อยเสมอ ” ทั้งๆที่ท่านเองนั้น
ไม่รู้มีอายุ อยู่มานานกี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว

ดังนั้นท่านได้ให้จดชื่อส่วนผสม ใช้ว่าน 9 ชนิด ให้เตรียมมาอย่างพอเพียง และอีกสิ่งนั้น
ท่านไม่อนุญาติให้ใช้ดินในการผสม ท่านให้ใช้ “หินเพชร” หินชนิดนี้เมื่อต้องแสงจันทร์ใน
ยามราตรีนั้น จะมีประกายระยิบระยับ

และเมื่อได้มาครบแล้ว ไม่ต้องนำมาตำหรือบดแต่ประการใด ให้เอาไฟเผาให้สุก และเอา
น้ำราดแบบทำปูนขาว หินจะกลายเป็นแป้งเอง

เมื่อเตรียมส่วนผสมทุกอย่างพร้อมแล้ว ให้ส่งจิตมาบอกท่าน แล้วหลวงพ่อท่านจะนำเอา
ผงวิเศษ ที่ปลุกเสกจากการเขียน อักขระเอาไว้แล้ว ไปให้ผสมอีกที

เมื่อสั่งเสียเข้าใจดีแล้ว เสด็จวังหน้าก็เดินทางกลับพระราชวังบวรสถานมงคล
ด้วยทรง อำลาอาลัยยิ่งนัก อิดเอื้อนจะจากกันได้

เมื่อกลับถึงพระราชวัง จากที่หายเงียบไปกว่า 7 ปี พระประยูรญาติ ราชบริพาร อันเคยเป็น
ที่รักต่าง ปิติยินดี ปราบปลื้มเป็นยิ่งนัก

ครั้นพระองค์ก็ทรงเริ่ม ดำเนินการเตรียมส่วนผสมของการทำวัตถุสิ่งมงคล ทันที

ในเวลานั้น ยังนับเป็นสมัยที่เมืองยังไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน ในแถบที่เรียกขานกันว่า
“ห้วยขวาง” และ “ดินแดง” ยังคงเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ ไม่เป็นการยากที่พระองค์จะทรงค้น
หาว่าน 9 ชนิด ได้สำเร็จ

พระองค์ทรงตระเตรียม ส่วนผสมไว้อย่างละกระสอบ รวมทั้งหินเพชรด้วย เพราะถือว่า
นี่เป็นการทำครั้งแรก และครั้งสุดท้ายของพระอาจารย์ ต่อไปจะหาผู้ใดทำให้ศักดิ์สิทธิ์
เยี่ยงนี้ย่อมไม่มีอีกแล้ว จึงต้องทำให้มาก เพื่อให้พอถึงคนชั้นหลัง

เมื่อเตรียมเสร็จ ก็ทรงนั่งสมาธิและสื่อสารกับพระอาจารย์ทางจิต ตามที่บอกกล่าวไว้ ซึ่ง
ก็เช่นเคย การมาของท่านพระอาจารย์นั้น มาง่ายไปง่าย เช่นทุกครั้ง อยู่ๆ ท่านก็ปรากฎตัว
ภายในพระราชวังบวรสถาน

วันที่ท่านมานั้น ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนเพ็ญ

ครั้นเวลาพอใกล้เที่ยงคืน พระจันทร์เพ็ญอันกระจ่าง ลอยตรงกลางศีรษะ พระอาจารย์ ก็
เจริญสมาธิเข้าสูฌานสมาบัติ พุ่งจิตไปยังพระอรหันต์สาวก ในครั้งพุทธกาล พระองค์หนึ่ง
มีนามว่า ” พระกัจจายนะมหาเถระ ” เพื่อย้อนดูกลับไปถึงหนหลังถึงการเปลี่ยนแปลงร่าง
ของพระอรหันต์พระองค์นั้น

“พระกัจจายนะมหาเถระ”
แต่เดิมที ท่านเข้ามาบวชในบวรพุทธศาสนา ท่านเป็นผู้มีรูปงามคล้ายคลึง พระพุทธองค์
เป็นอย่างมาก ความที่เป็นผู้มีความงดงามเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทำความเดือดร้อนให้กับท่านเป็น
อันมาก นอกจากเป็นผู้ที่มีลาภมากแล้ว ท่านยังเป็นผู้มีเสน่ห์อย่างล้นเหลือ ไม่ว่าพระองค์
จะเสด็จไปแห่งหนใด บรรดาสาวๆ มักหลงใหลในตัวท่านมากนัก ไม่ว่าทั้งกลาวันและ
กลางคืน จนเป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับการปฎิบัติ ของท่าน

“ความมีรูปงามนี้ เป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ ของเรายิ่งนัก เรามาบวชก็เพื่อจะปฎิบัติให้ถึง
ซึ่งความสิ้นทุกข์ แต่เวลาของเรากลับไม่มีจะปฎิบัติธรรมเลย หญิงเหล่านี้ไม่ยอมให้โอกาส
แต่เราเลย เราควรจะต้องทำอย่างไรดี”

แล้ววันหนึ่ง ได้เข้ากราบทูลถึงความเดือดร้อนดังกล่าว แก่พระพุทธองค์พระบรมศาสดา
“เพราะรูปงามเป็นของไม่ดี ทำให้หญิงลุมร้อมมากมากยไม่เป็นอันปฎิบัติ เพื่อความหลุด
พ้น ขอ บารมีของพระตถาคตเจ้า ส่งเสริมให้เนรมิตรูปกายนี้ กลับเป็นรูปที่ ไม่น่ายินดี ไม่
น่ารักใคร่ ไม่น่าหลงใหล แต่อย่าให้ถึงกลับ ต้องน่าเกลียดน่ากลัว

เมื่อพระบรมศาสดา พิจารณา แล้วทรงเห็นถึงความเดือดร้อนนัน จึงอนุโลมให้เปลี่ยน
รูปสังขารได้ พระองค์ทรงสั่งให้พระกัจจายนะมหาเถระ หาที่สงบ เจริญฌาน อธิฐานจิต
เปลี่ยนรูป และพระองค์ทรงใช้พระบารมีช่วยด้วย

เมื่อพระกัจจายนะ หลีกออกมาได้หาที่เงียบสงบ ทำกาลกริยาเข้านั่ง สมาธิ อุกาตุง
(ขัดสมาธิเพชร) ห่มดอง ใช้ผ้ารัดประคดที่หน้าอก ตั้งกายตรง ทำจีวรให้เรียบร้อย และ
นั่งสำรวมอินทรีย์นิ่งอยู่ จนจิตสงบเข้าสู่องค์ฌาน เดินฌานเข้าสู่ ขั้นฌาน 4 และถอดจิต
ออกมาสู่ อุปจารสมาธิ อธิษฐานจิตด้วยอำนาจ ” มโนยิทธิ ” เปลี่ยนรูปและธาตุ ทั้ง 5

ในที่สุด คอของท่าน ก็ค่อยๆสั้นลง ไหล่ค่อยๆเล็กลง ท้องค่อยๆยื่นออกมาจนห้อย ใบ
หน้าใหญ่อวบอูม เศียรใหญ่ขึ้น ก้นงอนใหญ่ พุงนั้นย้อยจนเกือบจดฐานที่นั่ง ท่านต้องเอา
มือทั้งสองข้างอุ้มท้องไว้

ครั้นเมื่อหลวงพ่อท่านพิจารณาภาพ ของ พระกัจจายนะ เป็นที่ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว ก็ทรง
เรียกช่างแกะสลักที่เตรียมไว้ เป็นช่างหมู่สิบ ฝีมือการแกะนั้นชั้นครู ไปแกะพิมพ์ตามที่ท่าน
บอกกล่าวอย่างละเอียด ให้ใบหน้านั้น มีความเข้มแข็ง บึกบึน ดูเอาจริงเอาจัง และดูมีชีวิต
นับเป็นพิมพ์เริ่มแรก

พิมพ์ต่อมา เป็นพิมพ์แบบเดิม แต่เอามือขึ้นพนมไว้ที่กลางหน้าอก เป็นท่าอธิษฐาน

บอกเช่นนี้ รวมทั้งหมดมี 13 ท่าด้วยกัน จึงแกะทั้ง 13 พิมพ์กันอย่างสุดฝีมือเนื่องจากนับ
เป็นพระราชโองการ จะทำแต่ พอแล้วไป นั้นย่อมไม่ได้

เมื่อได้ครบทั้ง 13 พิมพ์แล้ว สมเด็จวังหน้า ได้กราบขอเพิ่มอีก 2 พิมพ์ คือ

แกะเป็นรูปหลวงพ่อพระครูเทพโลกอุดร ผู้เป็นพระอาจารย์ของท่านเอง จะได้รำลึงถึงผู้
ที่สร้าง ซึ่งหลวงพ่อท่านก็อนุญาติ แล้วก็หยิบผงวิเศษขนาดเท่าผลส้มโอ ออกมาส่งให้
เสด็จวังหน้า บอกว่า
“ผงวิเศษนี้ มีฤทธิ์มากสุดจะคณานับได้ เพียงปั้นก้อนกลมๆติดตัวไว้ ก็สามารถป้องกันคุ้ม
ครองได้สารพัดอย่าง เมื่อปลุกเสกเป็นจำนวนมาก เพื่อแจกจ่ายแก่ทหารผู้รักษาคุ้มครอง
ประเทศ ก็จงเอาผงผสมลงไปเพียงช้อนเดียวเท่านั้น คละเคล้าให้ทั่ว

เมื่อพิมพ์แกะเสร็จแล้วทั้ง 15 พิมพ์ สมเด็จก็นำเอาผงอัดเป็นองค์พระขึ้น นำมาให้หลวงพ่อ
พิจารณาดูว่า เห็นสมควรแต่ประการใด
ปรากฎว่า ทั้ง 15 พิมพ์แกะได้อย่างงดงาม แลดูมีชีวิตชีวา เป็นที่พอใจแก่หลวงพ่อ และ
สมเด็จวังหน้าเป็นอย่างมาก เรียกว่า หาที่ติ มิได้เลยทีเดียว

แล้วหลวงพ่อก็บอกกล่าวว่า อัดเป็นองค์พระเสร็จหมดเมื่อไหร่ ให้ส่งจิตไปบอก หลวงพ่อ
จะกลับมาปลุกเสกครั้งสุดท้ายให้อีกทีนึง

การทำวัตถุมงคลชุดพระกัจจายนะ ครั้งนี้ ให้ทำขึ้นนั้นเป็นจำนวนมาก กินเวลาแล้วเสร็จ
เป็นเวลาถึง 6 เดือนเต็ม และเมื่อเสร็จนั้น สมเด็จท่านก็นำพระทั้งหมดมาเก็บไว้บนห้อง
พระ บนตำหนัก

ครั้นเมื่อทำการอัดองค์พระเป็นที่เรียบร้อยเสร็จหมด สมเด็จท่านก็ส่งจิตกล่าวเชิญพระ
อาจารย์มาประกอบพิธีปลุกเสก ตามที่นัดหมาย

เมื่อถึงเวลาใกล้พระจันทร์เดือนเพ็ญขึ้นกลางฟ้า ตรงเหนือศีรษะ พระอาจารย์ท่านก็ลุกขึ้น
เอาอาสนะผืนเล็กไปปูกลางสนาม กับพื้นพระแม่ธรณี

แล้วท่านก็นั่ง ขัดสมาธิเพชร ตั้งตัวตรง มือขวาทับมือซ้าย แน่วนิ่งดิ่งลงไป

เป็นที่น่าแปลกประหลาด กล่าวคือ พระที่จะทำการปลุกเสกนั้น ยังวางอยู่บนห้องพระบน
พระตำหนัก แต่ตัวท่านนั้น อยู่กับอาสนะบนพื้นข้างล่าง สายสิญจน์เชื่อมโยง ก็ไม่มี ท่าน
นั่งจนพระจันทร์ที่ตรงศีรษะนั้นค่อยๆ บ่ายคล้อยลงไป ปรากฎแสงสว่างประหลาด สว่างจ้า
ภายในวังนั้น สว่างกว่านอกวังเป็นอันมาก ทั้งในห้องพระก็มีแสงสว่างจ้า ในสมัยนั้น แม้แต่
ในพระราชวัง ก็ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้ ก็คงใช้กันแต่โคมตะเกียงธรรมดา

ต่อมาก็ปรากฎ กลิ่นดอกมะลิล้วน ส่งกลิ่นหอม ตลบอบอวลฟุ้งชื่นใจไปทั่วเขตพระราชวัง
ทั้งที่ในวังหามีดอกมะลิที่จะส่งกลิ่นได้หอมมากมายถึงเพียงนี้ เป็นที่อัศจรรย์ใจ แก่ข้า
ราชบริพารมากมาย

เช้าแล้ว หลวงพ่อยังคงไม่ออกจากสมาธิ ยังคงนั่งแน่วนิ่งอยู่เช่นเดิม รอกันอยู่เช่นนี้จน
เที่ยงวัน ตะวันตรงศีรษะ หลวงพ่อท่านก็ถอนจิตออกจากสมาธิ ซึ่งท่านได้บอกว่า

“การปลุกเสกได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปภายภาคหน้าจะไม่มีการปลุกเสกที่แก่กล้าด้วย พุทธา
นุภาพเช่นนี้อีก เป็นหนึ่งในแผ่นดินและอาจกล่าวได้ว่า เป็นหนึ่งในโลกตามความประสงค์
ของสมเด็จวังหน้า แล้ว ”

สมเด็จทรงกราบทูลถามพระอาจารย์
” พระที่ปลุกเสกนี้ มีคุณทางไหนบ้างขอรับ ”

ท่านตอบว่า
“มีคุณรอบตัว เข้าป่าสัตว์ร้ายและพวกภูตผี แม้ เทพยาดา ก็มิอาจมาแตะต้องทำอันตราย
ใดๆ ได้ ป้องกันการเจ็บไข้หรือ ไข้ป่า ได้ทั้งปวง คนเจ็บท้องปวดหัว อาราธนาขอน้ำมนต์
ให้กินก็หายได้ และทางอยู่ยงคงกะพัน แคล้วคลาดทุกประการ”

” แต่การที่ สมเด็จจะให้พระนี้กับใครนั้น ควรเลือกคนดีที่มีศีลธรรม อย่าให้แก่คนชั่ว เค้าจะ
นำเอาไปใช้ในทางที่ชั่ว และขออย่าได้แจกพร่ำเพรือ คนหนึ่งให้เพียงหนึ่งองค์เท่านั้น
เหลือจากแจกทหารและข้าราชการแล้ว ก็สุดแต่สมเด็จวังหน้า จะเอาไปบรรจุที่ไหน เพื่อ
คนรุ่นหลังจะได้มีบุญวาสนามี บารมี ได้ไปคุ้มครองตนบ้าง ”

ครั้นสั่งเสียเสร็จเรียบร้อย พระอาจารย์ก็ ออกเดินทางหายไป ในวันปลุกเสกพิธีเสร็จนั่นเอง

ครั้น ตกบ่าย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จมาเยี่ยมชมว่า ” วังหน้าได้อาจารย์ดี
เกิดกลิ่นมะลิ คลุ้งตลบอบอวล ไปทั้งวัง ”

และทรงทอดพระเนตรเห็นพระมากมาย ในหลวงจึงรับสั่งว่า “ลองได้มั้ย”

สมเด็จวังหน้าทรงโปรดการลองของอยู่แล้ว จึงหยิบพระขึ้นมาองค์หนึ่งแล้ว อาราธนาวาง
ลงบนผ้าขาวบนโต๊ะ ทรงอธิฐานว่า ” 3 นัดแรกขออย่าให้ยิงออก”

ปืนสมัยนั้น เป็นปืนยาว รศ. นับว่าทันสมัยเป็นที่สุด ทรงสั่งให้ทหารยิงดู
ปรากฎว่า ได้ยินเพียงแต่ เสียงลั่นไกปืน ดัง แช๊ะๆๆ 3 นัด ไม่มีเสียงระเบิดแต่ประการใด
แต่ เมื่อพ้น 3 นัดแล้ว ก็สั่งให้ยิงขึ้นฟ้า 3 นัด ปรากฎดังลั่นตูม ทั้ง 3 นัด

ครั้นยังไม่มั่นใจดี ทรงสั่งให้ ทหารยิงมาที่พระองค์ 3 นัด และทรงอธิฐานจิต “ขอให้กระสุน
ไม่ถูกตัว ลูกปืนโค้งลงดินซะ ”

พอทหารยิงไป กระสุนกลับโค้งลงดิน ไม่ถึงตัวพระองค์

ข้าราชบริพารและข้าราชการ ต่างชื่นชมว่า เป็น เพชรหลีกเพชร หลบได้ด้วยอีกทั้ง
เมตตามหานิยมพร้อมด้วย พุทธานุภาพเท่าเทียม กัน ทุกองค์ ไม่ว่าจะเลือกหยิบองค์ไหน
ขึ้นมาก็ตาม

จากนั้น สมเด็จ ก็ทรงได้ทำการแจกจ่ายให้ หัวหน้ากรมกองทหาร รับไปแจกจ่ายทหารทุก
หมู่เหล่า ทุกระดับชั้น ไม่ว่าเป็นนาย หรือ พล เพื่อให้พระนั้นคุ้มครองกายป้องกันอันตราย
ยามเกิดศึกสงคราม

ถึงอย่างนั้นแล้ว ก็ยังคงเหลือองค์พระเป็นอีกจำนวนมาก จึงได้ทำการแบ่งเป็น 2 ส่วน
เท่าๆกัน ส่วนหนึ่งนั้น นำไปบรรจุไว้ที่ฐานของพระอุโบสถ วัดบวรสุทธาวาส ซึ่งปัจจุบันนั้น
ได้กลายเป็นโรงละคร และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อีกส่วนหนึ่งนั้น ไม่มีใครทราบได้ว่า
นำไปบรรจุไว้ที่ใด

เป็นอันว่า เรื่องราวหลวงพ่อเทพโลกอุดร ที่มีความสัมพันธ์กับสมเด็จวังหน้าพระองค์หนึ่ง
นั้น ซึ่งมีการสร้างพระกัจจายนะ 13 พิมพ์ และรูปองค์หลวงพ่อท่าน อีก 2 พิมพ์ ก็ขอจบแต่
เพียงเท่านี้

ขอบคุณ http://larndham.org/index.php 

Related posts:

About admin

Leave a Reply

Scroll To Top